ภาษา:
   
 
 
คลังความรู้
ย้อนกลับ
อยากลุย AEC ต้องรู้รอบด้าน
การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปลายปี 2558 กลายเป็นความหวังของผู้ประกอบการไทยทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่จะเข้าไปบุกตลาดขายสินค้าให้กับคน 10 ชาติสมาชิกอาเซียนที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 600 ล้านคน

ตัวเลขกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้นมาหลายเท่าตัวนั้นหากประเมินเพียงผิวเผินย่อมเป็นขุมทองของผู้ประกอบการไทยที่จะขายสินค้าให้กับคนนับหลายร้อยล้านได้ไม่ยาก แต่หากเตรียมพร้อมไม่ดีพอ โอกาสที่ว่านั้นก็อาจหลุดลอยได้เช่นกัน

สมเด็จ สุสมบูรณ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า แม้AECจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่คู่แข่งขันก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันผู้ประกอบการไทยจึงต้องใช้จุดแข็งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ และยอมรับในจุดอ่อนของตนเอง เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มักไม่รู้จุดอ่อนของตนเองตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการรายเล็กที่ออกไปเจาะตลาดต่างประเทศมักต้องการเจรจากับผู้นำเข้ารายใหญ่โดยไม่ได้คำนึงถึงกำลังการผลิตสินค้าของตนเอง ทำให้การเจรจาการค้าไม่ประสบความสำเร็จ การประเมินจุดอ่อนของตนเอง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรทำ เหมือนกับคำว่า “รู้เขา รู้เรา” คือ ศึกษาตลาดที่จะบุกเจาะตลาดอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะSMEsรายใหม่

1. อันดับแรกต้องศึกษากฎระเบียบ

2. ควรเดินทางเข้าไปศึกษาตลาดด้วยตนเอง แต่หากไม่มีเวลามากพอ ควรร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่มีโครงการจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เช่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือร่วมกับองค์กรของภาคเอกชน เช่นหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ(ส.อ.ท.)

3. ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศเหล่านั้น ว่ามีความต้องการบริโภคสินค้ากลุ่มใดและจะปรับสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมสมเด็จ สุสมบูรณ์ของลูกค้าประเทศนั้นได้อย่างไร เมื่อศึกษาตลาดรอบด้านแล้ว จึงประเมินศักยภาพของตนเองว่าสามารถรับได้กับกฎระเบียบของประเทศเหล่านั้น และผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดหรือไม่

ทั้งนี้ มองว่าไทยมีจุดแข็งในเรื่องของการผลิตสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากประเทศในอาเซียนอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม ที่มองว่าแบรนด์สินค้าจากไทยมีคุณภาพ และการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย จึงควรใช้จุดนี้ให้เกิดประโยชน์ สำหรับความต้องการสินค้าเป็นรายประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า พม่ามีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด ซึ่งการทำการค้าสามารถเข้าไปได้ด้วยตนเองหรือหาพันธมิตรร่วมกันทำตลาด รวมทั้งสามารถขยายการลงทุนผลิตสินค้า เพราะมีจำนวนแรงงานที่มากพอ

ขณะที่เวียดนามต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นประเทศใหญ่ มีการพัฒนาเร็วมองว่าการเข้าไปขยายฐานการลงทุนผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปประเทศที่สามจะเหมาะกว่า ส่วนลาวแม้มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย แต่เป็นตลาดเล็กมีขนาดประชากรไม่มากควรจะเข้าไปตั้งโรงงานแล้วส่งออกไปขายประเทศที่สามเช่นเดียวกัน ส่วนกัมพูชาต้องการสินค้าประเภทอุปโภคบริโภค สามารถเข้าไปค้าขายได้ด้วยตนเองรวมถึงหาพันธมิตรเข้าไปลงทุนได้

ด้านสิงคโปร์นั้นมีความสามารถด้านเทคโนโลยีการเงิน และบริการ ไทยควรใช้ประโยชน์จุดนี้ในการดึงนักลงทุนสิงคโปร์มาเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจอินโดนีเซียเป็นตลาดที่น่าสนใจจากจำนวนประชากรที่มีมาก ซึ่งยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคสินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนมาเลเซียควรหาพันธมิตรทำธุรกิจยางพารารถยนต์และส่วนประกอบ และส่งออกไปประเทศที่สาม ฟิลิปปินส์มีโอกาสด้านธุรกิจยานยนต์และส่วนประกอบ และอาหารสำเร็จรูป

การเปิดAECจะเป็นไปตามแผนปลายปี 2558 และจะไม่เลื่อนเพราะอาเซียนได้มีการพัฒนา เปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุนมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงเหลืองานที่จะเร่งรัดให้ได้ตามแผนอีกไม่มาก อีกทั้งหากเลื่อนจากกำหนดเดิมอาจทำให้อาเซียนแข่งขันกับประเทศนอกอาเซียนได้ช้าลง ภายใต้สถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน

ที่มา:  โพสต์ทูเดย์
หน้าหลัก | ข่าว ประชาสัมพันธ์ | แกลอรีรูปภาพ | คลังความรู้ | แหล่งเรียนรู้ | กระดานสนทนา | Admin
โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา